คุณอยู่ที่: Homeพระเก่าน่าเก็บ
พระเก่าน่าเก็บ

พระเก่าน่าเก็บ (9)

วันจันทร์, 29 เมษายน 2556 00:00

พระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร

Written by

โดย...จ่าโกวิท แย้มวงษ์

พระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร

พระกริ่งปวเรศ เป็นพระกริ่งที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร สร้างเพื่อไว้พระราชทานแก่เชื้อพระวงศ์และผู้ที่เห็นสมควร จำนวนที่จัดสร้างไม่เกิน 30 องค์ นับเป็นพระกริ่งชุดแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย
    สมเด็จพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ท่านได้รับการถวายพระกริ่งปทุมสุริวงศ์ และได้ตำราการสร้างพระกริ่งพร้อมตำราการผสมโลหะที่มีมาแต่โบราณของสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว (พระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และวัดป่าแก้ว ปัจจุบันนี้ก็คือ วัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา)
พระกริ่งปทุมสุริวงศ์นี้ว่ากันว่าท่านได้รับการถวายมาจากราชวงศ์นโรดมกัมพูชา ลักษณะเป็นพระกริ่งใหญ่ของจีนโบราณในสมัยราชวงศ์หมิงที่ได้แพร่หลายเข้ามานานหลายร้อยปี ที่พบส่วนใหญ่จะมาพร้อมพระกริ่งบาเก็งศิลปะสกุลช่างจีนที่พบในประสาทบาแคงในเทือกเขาพนมบาแคง
สมเด็จพระยาปวเรศฯ ท่านทรงเห็นว่าเป็นพระกริ่งที่ดีมีมงคล จึงได้จัดสร้างตามตำรา แต่ดัดแปลงพุทธลักษณะขึ้นใหม่ให้มีลักษณะคติแบบหินะยาน สร้างเสร็จแล้วจึงเรียกนามพระกริ่งตามชื่อผู้สร้างคือ “พระกริ่งปวเรศ”
    พระกริ่งปวเรศที่ผู้คนนิยมมีเนื้อเดียวคือ เนื้อนวโลหะกลับดำ เมื่อขัดเนื้อในจะเห็นเป็นสีจำปาเทศ พอทิ้งไว้ถูกอากาศไม่นานผิวก็จะกลับเป็นสีดำ การสร้างเทหล่อทีละองค์แบบเบ้าดินเผาประกบ เทแล้วต้องแต่งเกลาใหม่ทั้งองค์ ทุกองค์อุดก้นด้วยแผ่นทองแดงและทองฝาบาตรเชื่อมประสานด้วยเงิน แต่ละองค์มีโค้ดเม็ดงาตอกไว้
    พุทธคุณ ใช้ทำน้ำมนต์รักษาโรคภัยไข้เจ็บโรคเวรโรคกรรม อยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม โชคลาภ ค้าขาย กันคุณไสย กันเสนียดจัญไร ได้เป็นที่น่าอัศจรรย์

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด  

โดย... จ่าโกวิท แย้มวงษ์

วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด “วรมหาวิหาร” ตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2350 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้อัญเชิญพระศรีศากยมุนี ที่สร้างในสมัยพระเจ้าลิไทย จากวัดมหาธาตุ กรุงสุโขทัยมาประดิษฐานไว้ ณ พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2351 นอกจากนี้วัดสุทัศน์ยังเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 ด้วย เพราะได้นำพระสรีรังคารของพระองค์ไปบรรจุไว้ที่ผ้าทิพย์ฐานชุกชีของพระศรีศากยมุนีด้วย
    วัดสุทัศน์เป็นวัดที่มีชื่อเสียงอันโดดเด่นด้านการจัดสร้างพระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีศิษย์รับใช้ใกล้ชิดที่ได้รับความไว้วางใจคอยเป็นลูกมือก็คือ ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์ ยติธโร)
    พระกริ่งประภามณฑล จัดสร้างโดย พระมงคลราชมุนี หรือ ท่านเจ้าคุณศรี (สนธิ์) เมื่อปี พ.ศ. 2485 มี 5 รุ่น
    รุ่นแรก เททองเมื่อวันเสาร์ 5 วันที่ 21 มีนาคม 2485 จำนวน 10 องค์ หล่อแบบบรรจุกริ่งในตัว 2 รู
    รุ่นสอง เททองเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2485 จำนวน 40 องค์ หล่อแบบบรรจุกริ่งในตัว 2 รู
    ส่วนรุ่น 3-4-5 นั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย
    พุทธคุณ...ใช้ทำน้ำมนต์รักษาโรคกรรมโรคเวรโรคกรรม นำติดตัวไปสักการบูชาเป็นเมตตามหานิยมโชคลาภ ค้าขาย

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด 

วันพฤหัสบดี, 27 ธันวาคม 2555 00:00

พระกริ่งเทพโมฬี วัดสุทัศน์ ปี 2441

Written by

โดย... จ่าโกวิท แย้มวงษ์

วัดสุทัศนเทพวรารามเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด “วรมหาวิหาร” ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2350 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แล้วได้อัญเชิญพระศรีศากยมุนี จากวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ที่สร้างในสมัยพระเจ้าลิไทยมาประดิษฐานในพระวิหารหลวง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2351 และยังเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 ด้วย เพราะได้นำสรีรังคารของรัชกาลที่ 8 ไปบรรจุไว้ที่ฐานชุกชีพระศรีศากยมุนีตรงฐานผ้าทิพย์
    พระกริ่งเทพโมฬี เป็นพระกริ่งที่จัดสร้างโดยสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะที่ดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพโมฬีในปี พ.ศ. 2441 จัดสร้างเพียง 9 องค์ มีหมายเลขกำกับไว้ใต้ฐานทุกองค์
    สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงโปรดในเรื่องของการสร้างพระกริ่งตามตำราโบราณของสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา) พระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงพิถีพิถันในการหาวัสดุนำมาหล่อหลอมตามพิธีกรรมอย่างเคร่งครัด รวมทั้งฤกษ์ยามในการเททองก็ต้องหาฤกษ์อันเป็นมงคลและดีที่สุด

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด 

โดย... จ่าโกวิท แย้มวงษ์

        หลวงพ่อซำ อดีตเจ้าอาวาสวัดตลาดใหม่ ต.ตลาดใหม่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ที่ บ้านหลักขอน ต.ห้วยคันแหลน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เป็นบุตรของ นายจีนซึง นางอินท์ แซ่ลี้ มีพี่น้องรวม ๓ คน ต่อมาได้เปลี่ยนนามสกุลเป็น สีสุวรรณ

       ปี พ.ศ.๒๔๓๘ ได้ทำการอุปสมบท และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตลาดใหม่ บวชได้ ๒ พรรษาจึงได้เดินทางไปศึกษาภาษาบาลีที่วัดระฆัง ธนบุรี เรียนอยู่ ๑ ปีจึงย้ายไปเรียนที่วัดสร้อยทอง จึงถึงปี ๒๔๔๒ จึงได้กลับไปที่วัดตลาดใหม่ตามเดิม และได้เรียนวิชาคาถาอาคมกับหลวงพ่อคุ่ย เจ้าอาวาสวัดตลาดใหม่ จนครบทุกแขนง จวบจนหลวงพ่อคุ่ยมรณภาพลง หลวงพ่อซำจึงได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อจากนั้นเป็นต้นมา

        หลวงพ่อซำเป็นพระเกจิดังของเมืองอ่างทอง ท่านสำเร็จญาณชั้นสูงสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ และยังมีจิตที่เมตตาปราณีสูง ท่านจะให้การต้อนรับทุกคนที่ไปหาท่านอย่างเสมอภาคโดยไม่เลือกชนชั้น ด้วยความเป็นกันเอง มีคนชอบมายิงนกในวัดเสมอ ท่านได้เอาจีวรของท่านตัดเป็นผืนสี่เหลี่ยมเขียนอักขระยันต์ไปติดไว้ที่ต้นไม้ เมื่อมีคนมายิงนกยิงเท่าไรก็ยิงไม่ออก จนไม่มีคนกล้าถือปืนเข้าไปในวัดอีกเลย

         ต่อมาไม่มีใครมายิงนก แต่มาขโมยผ้ายันต์ หลวงพ่อซำท่านก็ไม่ว่า จากนั้นมาก็มีคนเข้าไปขอผ้ายันต์กับท่าน ท่านก็ให้ด้วยความยินดีแล้วบอกว่า ผ้ายันต์นี้ทำไว้ช่วยชีวิตนก ไม่ได้ทำไว้ให้ไปลองยิงกัน

         วัตถุมงคลของหลวงพ่อซำมีอะไรบ้างไม่มีการบันทึกไว้ แต่เครื่องรางที่เป็นสุดยอดของท่านก็คือ เบี้ยแก้อาถรรพ์ ท่านได้ทำไว้ให้ลูกศิษย์ที่มาลาสิกขาหรือมาลาสึกคนละ ๑ ตัว อีกส่วนหนึ่งท่านจะมอบให้กับญาติโยมชาวตลาดใหม่ที่เดินทางให้ท่านรักษาโรคไว้ป้องกันภัยในการเดินทาง ท่านจะสร้างเบี้ยแก้อาถรรพ์นี้ตามกำลังวัน เช่นวันอาทิตย์กำลังวัน ๖ ก็จะสร้างเพียง ๖ ตัว ถ้าเป็นวันเสาร์กำลังวัน ๑๐ ก็จะสร้างเพียง ๑๐ ตัว ศิษย์ของท่านที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการสร้างเบี้ยแก้ ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือ หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ และหลวงพ่อทองใบ วัดอบทม หลวงพ่อซำท่านได้ละสังขารด้วยโรคชรา เมื่อ ๑๕ ม.ค.๒๕๐๙ สิริอายุ ๙๖ ปี ๗๑ พรรษา

         พุทธคุณของเบี้ยแก้อาถรรพ์ ป้องกันคุณไสย์ แก้ไข้ป่า แก้ยาสั่ง หนุนโชคชะตา เมตตามหาอุด เสริมบารมี ป้องกันและขับไล่ภูติผีปีศาจ

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด 

วันพฤหัสบดี, 27 ธันวาคม 2555 00:00

เบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง

Written by

โดย... จ่าโกวิท แย้มวงษ์

        วัดนายโรง แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นวัดราษฎร์ สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2394 ในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยมีนายกรับ เจ้าของโรงละครนอกเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อว่า วัดละครทำ หมายถึงเจ้าของคณะละครเป็นผู้สร้างวัด แต่ชื่อนี้ไปตรงกับ วัดละครทำ ที่อยู่ย่านพรานนก จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดนายโรง คือ นายโรงละครเป็นผู้สร้าง

       วัดนายโรงมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของเบี้ยแก้มีอายุเก่าแก่ยาวนาน มีพระเกจิอาจารย์ดังนามว่า หลวงปู่รอด เป็นผู้สร้าง โดยนำเอาหอยเบี้ยโบราณมาบรรจุปรอท ปิดด้วยชันนะโรงใต้ดิน ห่อด้วยผ้าขาวห่อศพ ถักทับด้วยเชือกแล้วนำมาจุ่มรัก

        ในปัจจุบันนี้เบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง สนนราคาไม่แพ้เบี้ยของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ถือเป็นหนึ่งในเบญจภาคีเครื่องราง

         พุทธคุณ... สารพัดกัน แก้ยาเบื่อ ยาสั่ง กันคุณกันไสยเสนียดจัญไรต่างๆ กันเขี้ยวงาสารพัด เป็นเมตตามหานิยม โชคลาภ

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด 

โดย... จ่าโกวิท แย้มวงษ์

        นางกวักมฤคทายวันพิมพ์นี้จัดสร้างโดย หลวงปู่นาค แห่งวัดหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2460 เป็น “เนื้อผงน้ำมัน”อันประกอบด้วย ผงอิทธิเจ ผงตรีนิสิงเห ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงเกสรดอกไม้จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง

       ลักษณะพิมพ์ทรงด้านหน้าเป็นแม่นางกวักนั่งพับเพียบยกมือขวาในท่ากวัก เป็นความหมายของการกวักโชค กวักลาภ กวักทรัพย์สินเงินทองให้ไหลมาเทมา เป็นโภคทรัพย์

        ด้านหลัง ประทับยันต์จมลงไปในเนื้อพระ เป็นยันต์สามเหลี่ยม พระไตรรัตยาธิคุณ ล้อมด้วยพระยันต์คาถานะเมตตามหานิยมอุดมโชคลาภก็คือ นะ ชา ลี ติ (หัวใจพระสิวลี) และ สัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิจิตตังมะมะ (หัวใจพระคาถาเมตตามหานิยม)

         พุทธคุณโดดเด่น ด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ ค้าขาย ซื้อง่ายขายคล่อง คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัย มีเงินใช้ไม่ขาดมือ

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด 

ตะกรุดใบลานไม้รวก
หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม


โดย... จ่าโกวิท แย้มวงษ์


        หลวงพ่อทาหรือพระครูอุตรการบดี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2379 ที่ตำบลบ่อผักกูด อำเภอ  โพธาราม จังหวัดราชบุรี ท่านเป็นพี่ชายคนโตในจำนวนพี่น้องท้องเดียวกัน 4 คน

       ปี 2399 ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบ้านฆ้อง ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และพระที่จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ก็มีวิชาอาคมสูง มีความเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้หลวงพ่อทาได้รับการศึกษาด้านพระเวทจนแตกฉาน และมีความเชี่ยวชาญด้านพระวินัยและฌาณสมาธิสูง

        ต่อมาปี 2430 ท่านได้ธุดงค์ไปปักกลดที่ตำบลมาบแค อ.เมือง จ.นครปฐม ได้พบทรัพย์สมบัติและระฆังสำริดใบใหญ่มีอักษรขอมจารึกไว้ว่า ถ้าผู้ใดพบเห็นขอให้นำทรัพย์สมบัตินี้ไปสร้างวัด หลวงพ่อทาจึงนำสมบัติต่างๆที่พบเจอไปสร้างวัดชื่อว่าวัดปทุมคงคา ต่อมาทางวัดได้จัดงานประจำปีอยู่เป็นประจำทุกปี มีอยู่ปีหนึ่งที่ชาวบ้านเอาพลุไฟพะเนียงไปจุดใกล้ท่าน ท่านจึงเอามือไปปิดปากกระบอกพลุทำให้พลุไฟพะเนียงออกปากกระบอกไม่ได้จึงแตกออกมา แต่ว่าตัวท่านไม่เป็นอะไรทำให้ชาวบ้านเรียกชื่อวัดจนติดปากว่า “วัดพะเนียงแตก” ตั้งแต่นั้นมา


        หลวงพ่อทาท่านเป็นพระสงฆ์ 1 ใน 4 รูปที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาพระบรมสารีริกธาตุพระปฐมเจดีย์ทั้ง 4 ทิศ ในช่วงปี 2440 เป็นต้นมาหลวงพ่อทาได้สร้างเครื่องรางไว้ให้คณะศิษย์ใช้ก็คือ “ตะกรุดใบลาน”

        ในสมัยนั้นท่านจะใช้ใบลานจารอักขระขอม 3 แถว แต่ใบลานไม่คงทนท่านจึงได้นำไม้รวกอักเล็กๆที่มีรูตรงกลาง แล้วเอาตะกรุดใบลานที่จารอักขระแล้วสอดไว้ ปลายทั้งสองข้างอุดผงพุทธคุณผสมรังหมาร่า คลุกรักถักเชือกทับด้วยหัวพิรอด โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร ในแวดวงพระเครื่องเรียกว่า “ตะกรุดไม้รวก” หรือ “ตะกรุดใบลานไม้รวก”

         พุทธคุณโดดเด่นด้าน คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม โชคลาภ กันภัย

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด 



วันพฤหัสบดี, 06 ธันวาคม 2555 00:00

กุมารทองหลวงพ่อเต๋ คงทอง

Written by

กุมารทองหลวงพ่อเต๋ คงทอง
วัดสามง่าม (วัดอรัญญิการาม) อ.ดอนตูม จ.นครปฐม


โดย... จ่าโกวิท แย้มวงษ์

 หลวงพ่อเต๋ คงทอง อดีตเจ้าอาวาสวัดอรัญญิการาม (วัดสามง่าม) นครปฐม เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2434 ที่บ้านสามง่าม อ.ดอนตูม นครปฐม เป็นบุตรของ นายจันทร์ นางบู่ สามงามน้อย พออายุได้ 7 ขวบ ได้ไปศึกษาวิชาภาษาบาลีและภาษาขอมกับหลวงลุงแดง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่วัดกาหลง สมุทรสาคร อายุ 17 ปี บวชเป็นสามเณรที่วัดหลวงลุงแดง พออายุ 21 ปี พ.ศ. 2455 ได้อุปสมบทโดยมีหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “คงสุวณฺโณ” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “คงทอง”

        หลวงพ่อเต๋บวชเป็นพระแล้วจึงขอเรียนวิชาความรู้กับหลวงพ่อทา หลวงพ่อทาท่านได้เมตตาถ่ายทอดวิชาความรู้ให้จนหมดสิ้น จากนั้นหลวงพ่อเต๋ได้ออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร และได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อกอน วัดบ่อตะกั่ว, หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง

หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องได้ถ่ายทอดวิชาการทำกุมารทองให้ โดยเริ่มใช้วิธีเรียกรูปเรียกนามเรียกอาการ 32 และยังมีอาจารย์ฆราวาสที่เป็นชาวเขมรได้แนะนำเกี่ยวกับมวลสารให้เช่น ดินจอมปลวก ดิน 7 ป่าช้า ดินกลางทุ่งนา ไม้มงคลในป่าลึก พอถึงปี 2472 หลวงพ่อเต๋ออกจากธุดงค์ได้ไปจำพรรษาที่วัดสามง่าม

        ปี 2475 หลวงพ่อเต๋ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม จากนั้นจึงเริ่มจัดสร้างวัตถุมงคลให้ลูกศิษย์ลูกหาได้บูชาไปใช้ พอปี พ.ศ. 2485 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนหวาดกลัวสงครามท่านจึงได้เริ่มทำ “กุมารทอง” ตามตำราที่ได้เรียนมาจากครูบาอาจารย์ ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นแรก และได้ทำรุ่นที่ 2 เมื่อปี 2497 รุ่นที่ 3-4 สร้างในปี 2500

         พุทธคุณ เด่นด้านเมตตา เข้าหาผู้ใหญ่จะเมตตา ตั้งไว้หน้าบ้านจะช่วยเฝ้าบ้านป้องกันโจรผู้ร้าย ตั้งหน้าร้านทำให้ค้าขายดี ช่วยทางหนี้สิน มีโชคลาภช่วยเตือนภัย

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด 

 

วันพฤหัสบดี, 06 ธันวาคม 2555 00:00

กริ่งชินบัญชร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

Written by

  หลวงปู่ทิม อิสริโก นามเดิมชื่อ "ทิม งามศรี" ท่านเป็นบุตรของนายแจ้ นางอินทร์ เกิดที่บ้านหัวทุ่งตาบุตร หมู่ที่ 2 ต.ละหาร (ปัจจุบันเป็น หมู่ 1 ต.หนองบัว) อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เมื่อวันศุกร์ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422 เป็นบุตรคนที่ 2 ของครอบครัว

        เมื่ออายุ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดานำตัวไปฝากไว้กับหลวงพ่อสิงห์ (วัดละหารใหญ่) เล่าเรียนหนังสือทั้งไทยและขอม ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นจึงได้ขอลาหลวงพ่อสิงห์กลับไปช่วยโยมบิดา มารดาทำงานบ้าน จนถึงอายุ 19 ปีท่านจึงถูกคัดเลือกเข้าเป็นทหารประจำการในสมัยนั้นอยู่ที่กรุงเทพนานถึง 4 ปีเศษ จึงได้รับการปลดประจำการเดินทางกลับมาอยู่บ้านตามเดิม โยมบิดาจึงได้ให้ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2449 ตรงกับปีมะแม เดือน 6 วันเสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ ณ พัทธสีมาวัดทับมา โดยมีพระครูขาว เจ้าคณะแขวงเมืองระยอง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสิงห์เป็นกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการเกตุเป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามสงฆ์ว่า "อิสริโก"


          หลังจากบวชแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนทางปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานจากหลวงพ่อสิงห์ และศึกษาวิชาต่างๆ จากตำราคู่วัดละหารใหญ่ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นตำหรับเดิมของหลวงปู่สังข์เฒ่า จนมีความรู้แตกฉานได้ออกจาริกปฏิบัติธุดงค์กับหลวงพ่อยอด พระนักปฏิบัติที่เป็นอาจารย์ ออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเจริญสมณธรรม ออกหาความวิเวกสันโดษ ตามอัธยาศัยเป็นเวลา 3 ปี ครั้นเมื่อใกล้เข้าพรรษากลับมาถึงจังหวัดชลบุรีได้จำพรรษาที่วัดนามะตูมถึง 2 พรรษา ได้ร่ำเรียนศึกษาวิชาเพิ่มเติม กับพระเกจิอาจารย์หลายรูป ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่เก่งกล้าอีกลายคน จากนั้นได้กลับมาจำพรรษาที่วัดละหารไร่ และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ ตั้งแต่พ.ศ. 2450 หลังจากนั้นท่านได้ก่อสร้างเสนาสนะบูรณะซ่อมแซมกุฏิ และถาวรวัตถุอีกหลายอย่าง

  ต่อมาหลวงปู่ทิม อิสริโกท่านได้ดำเนินการสร้างอุโบสถเสร็จด้วยบารมีของท่าน ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 95 ปี หลวงปู่ทิมได้สร้างศาลาการเปรียญ "ภาวนาภิรัติ" จากนั้นได้สร้างและปรับปรุงหอฉัน "อุตตโม" หลวงปู่ทิมท่านได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่พระครูภาวนาภิรัติ ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกว่า "หลวงปู่ทิม”

       หลวงปู่ทิมได้มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ณ หน้าหอสวดมนต์ วัดละหารไร่ หลังจากรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นเวลา 23 วัน คณะศิษย์จึงได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดละหารไร่ และเก็บศพไว้บนศาลาภาวนาภิรัติ โดยขอพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2526 ณ เมรุวัดละหารไร่

         สำหรับวัตถุมงคลของหลวงปู่ทิมล้วนโด่งดังทั้งสิ้น แต่ที่ราคาสูงและเป็นที่เสาะแสวงหากันมากที่สุดคือ พระกริ่งชินบัญชร ซึ่งหลวงปู่ทิม อิสริโก ได้อนุญาตให้ คุณชินพร สุขสถิต สร้างพระชุดชินบัญชร

เพื่อเป็นของตอบแทนผู้ที่จะร่วมบริจาค เงินเพื่อซ่อมสร้างถาวรวัตถุ ในวัดละหารไร่ โดยประกอบพิธีเททองหล่อที่ลานวัดละหารไร่ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล หลวงปู่ทิมเป็นประธานจุดเทียนชัย มีพระอาจารย์เชย และ พระอาจารย์ทองเจือ ธมมฺธีโร วัดปากน้ำ ช่วยจับสายสูตร

พระพุทธลักษณ์ของพระกริ่งชินบัญชร ได้ถอดแบบมาจากพระกริ่งใหญ่ของราชวงศ์ถัง จึงมี เค้าของศิลปะจีนอยู่ด้วย องค์พระปางสดุ้งมารหรือปางมารวิชัยประทับนั่งบนโพธิบัลลังค์บัว ๒ ชั้น แปดกลีบ อันหมายถึงมรรคแปด ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งการหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร ด้านหลังไม่มีบัว องค์พระอวบอ้วน พระหัตถ์ซ้ายทรงวัชร พระหัตถ์ขวาอยู่เหนือพระชานุขัดสมาธิเพชร พระพักตร์อวบอ้วน พระโอษเม้มสนิท พระกรรณยาวจดบ่า พระเกศาเป็นเม็ดกลมๆ จัดว่าสวยงามพอสมควร ใต้ฐานปิดด้วยแผ่นทองแดง เงิน และ ทองคำ พระทุกองค์จะมีหมายเลข กำกับ และตอกโค้ดกันปลอมไว้ ที่ด้านหลังเหมือนกันทุกองค์

 เมื่อพระกริ่งชินบัญชรออกใหม่ๆกลางปี ๒๕๑๗ ผู้จองต่างผิดหวังที่พระออกมาไม่สวย พระกริ่งที่ออกให้บูชาองค์ละ ๓๐๐ บาท เมื่อออกแล้วมีผู้เอามาขายคืนคุณชินพรรับคืนจนใจเสีย หลวงปู่ทิมท่านบอกว่า "รับไว้เถิด อีกหน่อยพลิก แผ่นดินหาก็ไม่เจอ" ....เมื่อกาลเวลาผ่านไปไม่กี่ปีก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคำพูด ของท่านเป็นจริง

ดูพระเก่าน่าเก็บทั้งหมด